8 สัญญานไฟแจ้งเตือนบนหน้าปัด ที่ผู้ใช้รถไม่ควรมองข้าม

8 สัญญานไฟแจ้งเตือนบนหน้าปัด ที่ผู้ใช้รถไม่ควรมองข้าม

สัญญาณไฟแจ้งเตือนที่โชว์บนหน้าปัดรถนั้นสำคัญมาก ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด เพราะ กำลังบ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นในรถของคุณ เพื่อให้ได้ทราบถึงปัญหา และ แนวทางการแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง เรามาดูกันว่าสัญญานไฟเหล่านี้กำลังบ่งบอกอะไรเราบ้างเกี่ยวกับรถของคุณ

1. สัญญาณไฟรูปปรอทมีขีดระดับน้ำ

เตือนเรื่องความผิดปกติของระบบหม้อน้ำ เช่น น้ำยาหล่อเย็นรั่ว พัดลมหม้อน้ำไม่ทำงาน หม้อน้ำระบายความร้อนของเครื่องยนต์กำลังมีปัญหา เป็นต้น ควรที่จะตรวจสอบรถของคุณโดยเร็ว ไม่ควรฝืนใช้รถต่อ เพราะอาจจะทำให้เครื่องยนต์มีอุณหภูมิสูงเกินไป อาจถึงขั้นทำให้ให้เครื่องยนต์พังได้

2. สัญญาณมีระบุคำว่า ABS

affaliate-2

อาจจะหมายถึงระบบ ABS มีปัญหา ให้นำรถเข้าตรวจสอบกับอู่ทันที แต่ระบบเบรกของรถยนต์ยังสามารถใช้งานได้ปกติอยู่ แต่หากมีการเหยียบเบรกกะทันหันจนล้อล๊อค ระบบ ABS อาจจะไม่ทำงาน

อธิบายเพิ่มเติม ระบบเบรครถยนต์ กับ ระบบ ABS นั้นคนละส่วนกัน ตัว ABS คือระบบช่วยไม่ให้ล้อล๊อกเวลาเบรคกระทันหัน จนรถเสียการทรงตัวไถลไปตามพื้นถนน เป็นการช่วยลดโอกาสที่รถจะ พ ลิ ก ค ว่ำ ล้อไม่เกาะถนนเวลาเบรคกระทันหัน หรือ ไถลตกข้างทาง ถือเป็นอีกระบบหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน

3. สัญญาณแบตเตอรี่ ขั้วบวก ขั้วลบ

affaliate-2

หากเห็นสัญญาณนี้อย่ามองข้ามเป็นอันขาด เพราะ หากฝืนใช้งานไปอาจทำให้รถยนต์ดับกลางทาง หรือ สตาร์ทไม่ติดอีกเลย เป็นการบ่งบอกว่ารถยนต์ของคุณมีปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า และ แบตเตอรี่ของรถยนต์ อาจจะหมายถึง ไดร์ชาร์จทำงานผิดปกติ เช่น ไดร์ชาร์จไม่ทำงาน ไม่ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ หรือ ไม่มีการจ่ายไฟเข้าใช้งานในระบบรถยนต์ เมื่อใช้ไปเรื่อยๆอาจทำให้ระบบไฟฟ้าทั้งหมดในรถยนต์ไม่ทำงาน และ ทำให้รถดับไปเฉยๆ

4. สัญญาณไฟเครื่องหมายตกใจกลางวงกลม หรือ เบรค

จะมี 2 กรณี คือ เมื่อมีการดึงเบรกมือ หรือลดเบรกมือยังไม่สุด จะทำให้สัญลักษณ์นี้ติดขึ้นมา แต่ถ้าหากลดเบรกมือแล้วยังไม่หาย คงต้องตรวจสอบระบบเบรก โดยดูระดับน้ำมันเบรกเป็นสิ่งแรก เพราะโดยปกติแล้วสัญญาณนี้จะแจ้งเมื่อน้ำมันเบรกลดลงต่ำกว่าระดับปกติ แต่บางรุ่นจะแยกกันระหว่างระบบเบรกกับเบรกมือไว้แยกจากกัน

affaliate-2

5. สัญญาณถุงลมนิรภัย

สัญญาณนี้ เป็นการเช็คถุงลมนิรภัยของระบบตัวรถ จะขึ้นมาค้างประมาณ 5 วินาทีหลังสตาร์ทรถ แต่ถ้าหลังจากสตาร์ทเครื่องแล้วยังไม่ดับไป นั่นหมายถึง อาจมีความผิดปกติในระบบถุงลมนิรภัย เมื่อเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินถุงลมนิรภัยอาจจะไม่ทำงาน ควรเอารถเข้าอู่หรือศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบการทำงานโดยด่วน

6. สัญญาณไฟรูปตู้จ่ายน้ำมันแต่มีจุดๆอยู่ด้านล่าง ( คล้ายๆ ที่แจ้งเตือนตอนน้ำมันใกล้หมด )

หลายๆคนที่เห็นสัญญาณนี้มักเข้าใจผิดว่าเป็นการเตือนว่าน้ำมันใกล้หมด แต่แท้จริงแล้วกรองน้ำมันกำลังมีปัญหา อาจมีน้ำผสมอยู่ในน้ำมัน หรือ เกิดจากการที่กรองน้ำมันตัน ควรเข้าอู่ซ่อมรถ หรือ ศูนย์บริการ ทำการเช็คกรองน้ำมันให้ดี

7. สัญญาณไฟรูปเครื่องยนต์

สัญญาณแจ้งเตือนนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุมากๆ ถ้าไฟรูปเครื่องโชว์ขึ้นมาแล้วไม่หายไปเมื่อไหร่ แสดงว่าการทำงานของเครื่องยนต์เริ่มมีปัญหาแล้ว ต้องทำการตรวจสอบด้วยเครื่องของทางศูนย์บริการหรืออู่ ต้องให้ช่างเช็คอาการแบบละเอียด

8. สัญญาณรูปตะเกียงน้ำมันมีน้ำหยด

หากมีสัญญาณนี้ขึ้นมา หมายถึง น้ำมันเครื่องในเครื่องยนต์มีต่ำมากจนไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นไม่ควรฝืนใช้รถต่อ เพราะอาจจะทำให้เครื่องยนต์มีปัญหาได้ หากเช็คแล้วน้ำมันเครื่องยังอยู่ในระดับปกติ แต่มีไฟโชว์ขึ้นมาก็เป็นไปได้ว่า ปั๊มหัวจ่ายน้ำมันเครื่องอาจมีปัญหา ทำให้ไม่สามารถปั้มส่งน้ำมันเครื่องไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของเครื่องยนต์ได้อย่างทั่วถึง

เกล็ดความรู้เพิ่มเติม : โดยปกติแล้ว สัญญาณเตือนเหล่านี้จะมีการเรียงลำดับความสำคัญตามสีต่างๆ ดังนี้

สีแดง –> สีเหลือง –> สีเขียว ( สีแดง สำคัญที่สุด ) ถ้าหากมีสัญลักษณ์สีแดงโชว์ขึ้นมา ควรแก้ไขปัญหาในทันที เพราะ หากฝืนใช้รถต่อไปอาจทำให้เกิดความเสียหายกับเครื่องยนต์ได้

ไฟเตือนสีแดง หมายถึง อย่ามองข้าม ต้องรีบตรวจสอบความผิดปกติตามรูปไฟเตือนที่ปรากฎในทันที

ไฟเตือนสีเหลืองหรือส้ม หมายถึง แจ้งเตือนให้ระวัง สามารถใช้งานรถต่อไปได้ แต่ต้องระมัดระวังในการใช้งาน

ไฟเตือนสีเขียว หมายถึง บ่งบอกว่าผู้ขับกำลังใช้งานอุปกรณ์ในรถยนต์ตัวนั้นโดยที่ไม่เกิดความเสียหายใดๆ

สัญลักษณ์เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วน ที่มักจะขึ้นโชว์ หรือ แจ้งเตือนบนหน้าปัดรถให้เห็นอยู่บ่อยๆ ซึ่งคอยบ่งบอกถึงความผิดปกติในรถคุณ และ อย่างน้อยๆเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วเราก็ได้รู้ว่าต้องแก้ไขที่จุดไหน ในรถบางรุ่นอาจมีสัญลักษณ์พิเศษแบบอื่นๆด้วย สามารถดูได้จากคู่มือการใช้งานรถเพิ่มเติม หากเกิดการแจ้งเตือนขึ้น จะได้รู้สาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง และ ตรงจุดที่เสียหาย เพื่อให้ไม่เกิดความเสียหายเพิ่มเติม ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถมากขึ้น

Cr. ขอบคุณรูปภาพจาก internet , เรียบเรียงข้อมูลโดย : bitcoretech

affaliate-2